MagGang.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานของคุณ อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

ข้อมูลการดึงหน้า ดึงคอ ดึงหน้าผาก โรงพยาบาลยันฮี

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 - 10:46 น.
AA 77

สอบถามข้อมูลศัลยกรรมดึงหน้า ดึงคอ ดึงหน้าผากที่โรงพยาบาลยันฮี ติดต่อ จิ 0934493626

การศัลยกรรมดึงหน้า หน้าผาก ดึงคอ โรงพยาบาลยันฮี

          ร่างกายของคนเรามีการเปลี่ยนแปลงเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา นี่เป็นกฎธรรมชาติที่มิอาจหลีกเลี่ยงพ้น แต่ที่เป็นปัญหาหนักอกหนักใจคุณผู้หญิงทั้งหลายเห็นจะเป็นผิวพรรณที่เคยสดใสเต่งตึงต้องร่วงโรย มีริ้วรอยมาเยือนตามวัย โดยเฉพาะผิวหนังบริเวณใบหน้าและลำคอ ริ้วรอยเ *** ่ยวย่นที่เพิ่มพูนมากขึ้น สำหรับคุณผู้หญิงที่รักสวยรักงามด้วยแล้วคงอดกังวลไม่ได้ ยิ่งถ้าต้องออกไปพบปะผู้คนหรือเข้าสังคมบ่อยๆ ความมั่นใจก็มักถดถอยไปตามอายุที่มากขึ้น หลายคนจึงต้องพึ่งแพทย์เพื่อทำ “การผ่าตัดดึงหน้า”วิธีนี้เป็นวิธีการแก้ไขใบหน้าที่หย่อนยานให้เต่งตึงขึ้นได้อย่างเห็นผลทันตาเลยทีเดียว ส่วนว่าจะตึงขึ้นมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับสภาพของผิวหนังและโครงสร้างของกล้ามเนื้อแต่ละบุคคล

          การดึงหน้าเป็นการผ่าตัดที่ทำกันมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว วิธีการผ่าตัดก็มีการพัฒนาและปรับปรุงในด้านเทคนิคและความปลอดภัยมาโดยตลอด ปัจจุบันนับได้ว่าเป็นการผ่าตัดที่ได้ผลดีมากและมีความปลอดภัยค่อนข้างสูงทีเดียว แต่ควรศึกษาข้อมูลแพทย์ สถานที่ผ่าตัดกันให้ดีเสียก่อนอย่ารีบร้อนเดินสุ่มๆเข้าไปผ่าตัดเลยเดี๋ยวผลที่ออกมาจะไม่สวยอย่างที่หวังกัน

          การผ่าตัดดึงหน้าเป็นการผ่าตัดใหญ่ ต้องใช้เวลาประมาณ 2-4 ชม.และแพทย์มักนิยมผ่าตัดโดยใช้การดมยาสลบมากกว่าการฉีดยาชาเฉพาะที่ ดังนั้นขั้นตอนในการเตรียมคนไข้ให้พร้อมก่อนการผ่าตัดเพื่อความปลอดภัยแก่คนไข้จึงมีความสำคัญมาก โดยทั่วไปแพทย์จะต้องตรวจดูความแข็งแรงของร่างกายเป็นพื้นฐานก่อนการผ่าตัด

          เรียกว่าคนไข้จะต้องมีสุขภาพที่แข็งแรงพอสมควรจึงจะทำการผ่าตัดได้ สำหรับคนที่มีโรคประจำตัวบางอย่างที่มีผลต่อการดมยาสลบ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนเสมอ เพื่อจะได้ควบคุมอาการและความรุนแรงของโรคให้ได้เสียก่อน ส่วนบางท่านที่ทานยาบางชนิดอยู่เป็นประจำ เช่น ยากลุ่มแอสไพริน ยาคุมกำเนิด หรือฮอร์โมนบางชนิดเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะเพื่อรักษาภาวะหมดประจำเดือน หรือเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ฯลฯ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วย เพราะปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อการผ่าตัดและการสมานของแผลทั้งทางตรงและทางอ้อมได้ หรือในรายที่สูบบุหรี่จัดก็ขอให้หยุดสูบทั้งก่อนและหลังการผ่าตัดจนกว่าแผลจะหายสนิทแล้ว เหล่านี้เป็นตัวอย่างของการเตรียมคนไข้ก่อนผ่าตัด

          ทีนี้มาเข้าขั้นตอนการผ่าตัดบ้าง เริ่มจากแพทย์จะเปิดแผลบริเวณเหนือหูขึ้นไปถึงบริเวณขมับ โดยผ่านผิวหนังหลังแนวผมเข้าไปตามขอบใบหูด้านหน้า และอาจจะเว้าขึ้นไปที่ติ่งหน้ารูหูเล็กน้อย แล้วต่อลงมาที่ติ่งหูด้านล่าง โค้งอ้อมติ่งหูไปทางด้านหลังหูตรงบริเวณซอกหลังใบหูขึ้นไป จากนั้นจึงลากผ่านเข้าไปในผมอีกทีเพื่อซ่อนแผลไว้ในแนวเส้นผม ด้วยวิธีดังกล่าวแผลที่โผล่มาให้เห็นจะอยู่ตรงบริเวณขอบหูด้านหน้าเท่านั้น ซึ่งเมื่อแผลหายสนิทแล้วก็มักจะมองไม่ค่อยเห็นชัด ส่วนบริเวณอื่นๆจะถูกซ่อนเอาไว้อย่างดีตามแนวเส้นผม

          หลังจากนั้นแพทย์จะเปิดผิวหนังส่วนบนของใบหน้าหรือส่วนที่หย่อนยานขึ้น เมื่อเปิดได้กว้างเพียงพอแล้วก็จะเปิดยกผืนพังผืดและกล้ามเนื้อขึ้นอีกชั้นหนึ่งเพื่อจะได้ดึงให้ตึงเป็น 2 ชั้น (คือชั้นตื้นและชั้นลึก) โดยแพทย์จะเริ่มจัดการกับกล้ามเนื้อต่างๆที่มีผลต่อริ้วรอยของใบหน้า เช่น กล้ามเนื้อหางตา กล้ามเนื้อหน้าผาก หว่างคิ้ว กระทั่งกล้ามเนื้อที่คอด้านข้างแพทย์ก็จะจัดการเย็บขึงให้ตึงขึ้น แล้วเย็บติดกับส่วนที่แข็งแรงเพื่อตรึงเอาไว้เป็นแห่งๆ เมื่อเรียบร้อยแล้วแพทย์จึงจะดึงหนังส่วนบนให้ตึงและตัดหนังส่วนเกินที่หย่อนออกไป แล้วเย็บผิวหนังปิดเข้ากับที่ใหม่ด้วยไหมเล็กๆให้แข็งแรงเป็นชั้นๆอีกที ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยครับ ปัจจุบันมีการนำไหมเหล็กเหมือนลวดเย็บกระดาษมาใช้เย็บแผลในบางส่วน เช่น แผลที่ซ่อนอยู่ในผม ซึ่งช่วยทุ่นเวลาการผ่าตัดลงได้มากทีเดียว ดังนั้นไม่ต้องตกใจหากตื่นขึ้นมาแล้วพบลวดเย็บแผลชนิดนี้เข้า อีกอย่างหนึ่งหลังผ่าตัดแพทย์อาจจะใส่ท่อเล็กๆสำหรับช่วยดูดเลือดที่บริเวณแผลผ่าตัด เพื่อป้องกันเลือดที่อาจจะค้างคาหลังจากเย็บแผลเรียบร้อยแล้ว อันนี้ก็ไม่ต้องตกใจเช่นกันนะครับ ท่อนี้แพทย์จะเอาออกให้ในเวลาไม่นานนักอาจจะคาเอาไว้แค่วันสองวันเท่านั้น

           หลังการผ่าตัดโดยทั่วไปก็มักจะไม่มีอาการผิดปกติอะไร อาจมีปวดแผลผ่าตัดบ้างแต่ก็สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยยาแก้ปวดหรือการประคบเย็นที่ใบหน้า การประคบเย็นยังช่วยป้องกันอาการบวมที่อาจจะเกิดขึ้นจากการผ่าตัดได้อีกด้วย (หากไม่มีปัญหาใดๆอาการบวมหรือฟกช้ำก็มักจะหายสนิทในเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ และรูปโฉมใหม่จะเริ่มเข้าที่ให้เห็นประมาณ 1 เดือนไปแล้ว )ส่วนไหมที่เย็บไว้รวมทั้งไหมเหล็กนั้นแพทย์มักจะถอดออกหลังผ่าตัดประมาณ 7-10 วัน

           โดยปกติภายหลังการดึงหน้า ความตึงของผิวหน้ามักจะอยู่ได้นานหลายปีทีเดียว แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของคนไข้ด้วย ถ้าอยากชะลอความแก่ตามธรรมชาติที่จะมาเยือนอีกรอบให้นานออกไปควรหลีกเลี่ยงปัจจัยบางอย่าง เช่น การสูบบุหรี่ การอยู่ท่ามกลางมลภาวะต่างๆ การตรากตรำกรำแดดเป็นประจำโดยไม่มีอะไรปกป้อง (เช่น ครีมกันแดด หมวก ร่ม) การถูนวดหน้ารุนแรง หรือผิวหนังขาดการบำรุง เป็นต้น นอกจากนั้นควรบำรุงสุขภาพโดยรวมด้วย เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ และคลายเครียดด้วยกิจกรรมต่างๆ

           การผ่าตัดดึงหน้านั้นอาจพบผลข้างเคียงได้บ้าง แต่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เข้าใจกันเพราะสามารถแก้ไขหรือหายไปเองได้ โดยเฉพาะหากมีการเตรียมตัวอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เลือกผ่าตัดกับแพทย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญและชำนาญโดยตรง และมีการดูแลใบหน้าภายหลังผ่าตัดอย่างถูกต้องก็แทบจะไม่เกิดผลข้างเคียงให้หนักใจเลยครับ ส่วนอาการชาที่หน้าเป็นเรื่องปกติที่พบได้ในการดึงหน้า เนื่องจากผิวหนังที่ถูกแยกขึ้นมาจากที่เดิมต้องใช้เวลาพอสมควรในการฟื้นตัวของเส้นประสาทที่เลี้ยงผิวหนัง โดยทั่วไปก็ประมาณ 1-2 เดือน อาการชาก็จะหายเป็นปกติไปเอง

สอบถามข้อมูลศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า ดึงคอ นัดหมายแพทย์ที่โรงพยาบาลยันฮี

ติดต่อ จิ ยันฮี

โทร        :    0934493626

Line@    :   @kmg1881c     (ใส่ @ ข้างหน้าด้วยนะคะ )

ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

ข้อมูลการดึงหน้า ดึงคอ ดึงหน้าผาก โรงพยาบาลยันฮี